สารอาหารที่เด็กและวัยรุ่นขาดบ่อยที่สุด — และสิ่งที่พ่อแม่มักมองข้าม

Published: 2026-05-31·เขียนโดยทีมบรรณาธิการ My Health N Wellness
⏱️ อ่าน 6 นาที • มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

สารอาหารที่เด็กและวัยรุ่นขาดบ่อยที่สุด — และสิ่งที่พ่อแม่มักมองข้าม

ลูกกินข้าวสามมื้อ เอาข้าวกล่องไปโรงเรียน บางวันยังยอมกินผักด้วย แบบนี้ก็น่าจะได้รับสารอาหารครบแล้วนะ? จริงๆ แล้วไม่ใช่เสมอไปนะครับ/ค่ะ ร่างกายที่กำลังเติบโตมีความต้องการสารอาหารสูงกว่าที่เราคิด และแม้จะกินอาหารหลากหลายแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสขาดสารอาหารสำคัญได้ โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายโตเร็วและเข้าสู่วัยรุ่น

ในชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่ — ข้าวผัดมื้อเช้า ส้มตำหรือข้าวมันไก่มื้อกลางวัน ของทอดเป็นของว่าง — มักเน้นคาร์โบไฮเดรตและโซเดียมมากกว่าไมโครนิวเทรียนต์ที่ร่างกายกำลังเติบโตต้องการจริงๆ

ทำไมเด็กถึงขาดสารอาหารได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

เด็กไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ นะคะ ร่างกายของพวกเขากำลังสร้างกระดูก ขยายปริมาณเลือด พัฒนาเนื้อเยื่อสมอง และปรับฮอร์โมนไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทุกกระบวนการนี้ต้องการสารอาหารมหาศาล

เพิ่มเติมด้วยพฤติกรรมเลือกกิน เวลาหน้าจอที่ยาวนาน และตารางเรียนที่แน่น ก็ไม่แปลกที่การขาดสารอาหารจะถูกมองข้ามได้ง่าย การทบทวนงานวิจัยปี 2019 ในวารสาร Nutrients พบว่าการขาดไมโครนิวเทรียนต์เป็นเรื่องพบบ่อยในเด็กทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่ในครอบครัวที่คิดว่าลูกกินอาหารได้เพียงพอแล้วก็ตาม

วิตามินดี: อยู่ประเทศร้อน แต่ก็ยังขาดได้

นี่อาจเป็นสารอาหารที่เด็กไทยขาดบ่อยที่สุด — ทั้งที่เราอยู่ในประเทศที่มีแสงแดดจัด สาเหตุง่ายมากเลยคือเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในร่ม ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน ติวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์

วิตามินดีมีความสำคัญต่อการดูดซึมแคลเซียม ระบบภูมิคุ้มกัน และการควบคุมอารมณ์ด้วยนะคะ หากขาดวิตามินดี กระดูกจะไม่แข็งแรงตามที่ควร และภูมิคุ้มกันก็จะอ่อนแอลง อาหารช่วยได้บ้าง แต่แหล่งที่ดีอย่างปลาที่มีไขมันสูงหรือนมเสริมวิตามินดี ไม่ใช่อาหารที่เด็กไทยกินเป็นประจำอยู่แล้ว

ธาตุเหล็ก: เบื้องหลังความเหนื่อยล้าและสมาธิสั้น

การขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาโภชนาการที่พบบ่อยที่สุดในเด็กทั่วโลก และมักถูกมองข้ามเพราะอาการ — เหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิ หน้าซีด — มักถูกคิดว่าเป็นแค่ "ง่วงนอน" หรือ "ไม่ตั้งใจเรียน"

วัยรุ่นหญิงมีความเสี่ยงสูงมากเมื่อเริ่มมีประจำเดือน เพราะการสูญเสียเลือดทุกเดือนทำให้ร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เด็กเล็กที่กินเนื้อแดงน้อยหรือพึ่งพาโปรตีนจากพืชก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

เคล็ดลับดีๆ: ธาตุเหล็กจากพืช (เช่น ผักโขมหรือถั่ว) ถูกดูดซึมได้น้อยกว่าธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ การกินคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีสูง — เช่น บีบมะนาวใส่อาหาร — ช่วยเพิ่มการดูดซึมได้มากเลยนะคะ

แมกนีเซียม: แร่ธาตุที่ถูกมองข้ามอยู่เสมอ

แมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับกระบวนการของเอนไซม์กว่า 300 ชนิดในร่างกาย รวมถึงการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ คุณภาพการนอนหลับ และการส่งสัญญาณประสาท แต่มักแทบไม่ค่อยถูกพูดถึงในบริบทของโภชนาการเด็กเลย

วัยรุ่นส่วนใหญ่มักกินอาหารแปรรูป ข้าวขัดขาว และเครื่องดื่มหวาน ซึ่งล้วนเป็นแหล่งแมกนีเซียมที่แย่มาก ความเครียด — และใช่ วัยรุ่นมีความเครียดทั้งจากการเรียนและสังคมไม่น้อย — ยังทำให้แมกนีเซียมในร่างกายหมดเร็วขึ้นด้วย

อาการขาดแมกนีเซียมที่พบบ่อย ได้แก่ นอนไม่หลับ ตะคริว หงุดหงิดง่าย และรับมือกับความเครียดได้ไม่ดี — ซึ่งทั้งหมดนี้มักถูกมองว่าเป็น "นิสัยวัยรุ่น" มากกว่าสัญญาณของการขาดสารอาหาร

สังกะสี: สำคัญสำหรับภูมิคุ้มกันและการเข้าสู่วัยรุ่น

สังกะสีมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันภูมิคุ้มกัน การสมานแผล การรับรู้รสชาติและกลิ่น และที่สำคัญมากสำหรับวัยรุ่น คือการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ วัยรุ่นที่ขาดสังกะสีอาจมีพัฒนาการล่าช้าและป่วยบ่อยกว่าปกติ

แหล่งอาหารที่ดีประกอบด้วยเนื้อสัตว์ หอย ถั่วต่างๆ และเมล็ดพืช แต่ถ้าเด็กเลือกกินมากหรือทานมังสวิรัติ การได้รับสังกะสีก็อาจไม่เพียงพอโดยที่ไม่รู้ตัว

โอเมก้า-3: ไขมันสมองที่วัยรุ่นต้องการมากที่สุด

สมองของวัยรุ่นยังคงพัฒนาต่อเนื่องไปจนถึงกลางช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ กรดไขมันโอเมก้า-3 — โดยเฉพาะ DHA — เป็นส่วนประกอบโครงสร้างของเนื้อเยื่อสมอง และเชื่อมโยงกับความจำ สมาธิ และสุขภาพจิตใจ การศึกษาปี 2020 ในวารสาร Journal of Nutritional Science พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับโอเมก้า-3 ที่ต่ำกับภาวะสมาธิสั้นในเด็กวัยเรียน

ปลาที่มีไขมันสูงเป็นแหล่งที่ดีที่สุด แต่เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้กินปลาแซลมอนหรือปลาซาร์ดีนเป็นประจำ และพ่อแม่ที่ให้ความสำคัญกับผลการเรียนมักมองข้ามเรื่องนี้ไปเลย

วิตามินบี 12: สำคัญเป็นพิเศษสำหรับเด็กมังสวิรัติหรือเลือกกิน

บี 12 พบเกือบเฉพาะในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่านั้น — เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และนม เด็กที่หลีกเลี่ยงหรือกินน้อยมากมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดบี 12 ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท และพัฒนาการทางปัญญา

ต่างจากการขาดสารอาหารบางอย่างที่รู้สึกได้เร็ว การขาดบี 12 เกิดขึ้นช้าและเงียบมาก กว่าอาการจะปรากฏ — เช่น ชาที่มือและเท้า เหนื่อยง่าย อารมณ์เปลี่ยนแปลง — ปัญหาอาจรุนแรงไปแล้วก็ได้ กรมอนามัยแนะนำให้ติดตามสุขภาพโภชนาการเด็กอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอให้มีอาการก่อน

สิ่งที่พ่อแม่มักมองข้าม

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ใช่การขาดความรู้ แต่เป็นการสันนิษฐานเอาเองว่าเพียงพอแล้ว พ่อแม่หลายคนคิดว่าถ้าลูกกินอาหารหลากหลายก็เพียงพอแล้ว แต่ร่างกายที่กำลังเติบโตเต็มที่นั้นต้องการมากกว่าที่จานอาหาร "ดูสมดุล" จะให้ได้

ถ้าลูกเหนื่อยง่ายบ่อยๆ นอนไม่หลับ ป่วยบ่อย หรือมีข้อกังวลเรื่องพัฒนาการ ควรขอให้แพทย์ตรวจระดับสารอาหารโดยเฉพาะ ไม่ต้องรอให้ระบบตรวจพบเองนะคะ

สำคัญมากเลย: อย่าซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้เด็กหรือวัยรุ่นเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเด็กก่อนนะคะ สารอาหารบางชนิด — โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมัน — หากได้รับมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

สำรวจสารอาหารที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ สำหรับเด็กหรือวัยรุ่น ความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกันตามอายุ สุขภาพ และพฤติกรรมการกินอาหาร