กรดอัลฟาไลโปอิก: สารต้านอนุมูลอิสระตัวรีไซเคิลของร่างกาย
กรดอัลฟาไลโปอิก: สารต้านอนุมูลอิสระตัวรีไซเคิลของร่างกาย
เคยเป็นไหมคะ นั่งทำงานหน้าจอนานๆ แล้วมือเริ่มซ่าๆ เหมือนเข็มทิ่ม หรือคุณป้าคุณลุงที่เป็นเบาหวานมานาน มักบ่นว่าเท้าชา เท้าซ่า ทำอะไรก็ไม่ค่อยรู้สึก กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid) เป็นหนึ่งในสารอาหารที่คนพูดถึงกันบ่อยเวลาคุยเรื่องสุขภาพเส้นประสาทและการชะลอวัย แต่หลายคนก็ยังไม่รู้ว่ามันทำงานยังไงกันแน่ วันนี้เรามาทำความรู้จักกันแบบง่ายๆ นะคะ
กรดอัลฟาไลโปอิกคืออะไร
กรดอัลฟาไลโปอิก (เรียกสั้นๆ ว่า ALA หรือบางทีก็เรียกว่ากรดไทออกติก) เป็นสารที่ร่างกายเราผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ซ่อนตัวอยู่ในไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นโครงสร้างเล็กๆ ในเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงาน ลองนึกภาพไมโทคอนเดรียเป็นเหมือนโรงไฟฟ้าของทุกเซลล์ในร่างกายเรา มันเปลี่ยนอาหารที่เรากินให้เป็นพลังงานที่ใช้ได้จริง และกรดอัลฟาไลโปอิกก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้กระบวนการนี้ทำงานได้ลื่นไหลค่ะ
กรดไลโปอิกเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีกำมะถันซึ่งพบได้ตามธรรมชาติ ทั้งพืชและสัตว์รวมถึงมนุษย์เราก็ผลิตมันได้เอง สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ คือมันละลายได้ทั้งในน้ำและในไขมัน แปลว่ามันทำงานได้เกือบทุกส่วนของเซลล์ ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง นี่เองเป็นเหตุผลที่บางคนเรียกมันว่า \"สารต้านอนุมูลอิสระสากล\" ในแวดวงอาหารเสริม
ร่างกายเราผลิต ALA ได้เองในปริมาณน้อยๆ และก็ได้รับเพิ่มอีกเล็กน้อยจากอาหารที่กิน อาหารเสริมตัวนี้ได้รับความนิยมขึ้นมา เพราะนักวิจัยพบว่าการเพิ่มระดับ ALA ให้มากกว่าที่อาหารปกติให้ได้ ดูเหมือนจะช่วยเสริมพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพเส้นประสาทและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ทำไมคนถึงกินกรดอัลฟาไลโปอิก
ช่วยดูแลความสบายของเส้นประสาท
นี่คือการใช้งานที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดของกรดอัลฟาไลโปอิกเลยค่ะ สารต้านอนุมูลอิสระอย่าง ALA มีแนวโน้มในทางทฤษฎีที่จะช่วยเรื่องเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน และงานวิจัยในสัตว์ทดลองก็บอกว่ามันอาจช่วยลดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางเส้นประสาทจากเบาหวานได้ สำหรับคนที่ต้องดูแลเบาหวานชนิดที่ 2 อยู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนไทยเป็นกันมากขึ้นทุกปี อาการซ่าหรือแสบร้อนที่เท้านั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ว่าจะเดินไปตลาด ไปทำงาน หรือยืนขายส้มตำอยู่หน้าร้านทั้งวัน
งานวิจัยขนาดเล็กบางชิ้นบอกว่า ALA อาจช่วยลดอาการปวดจากเส้นประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงอาการชาและซ่าได้ แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่แน่นอน ต้องมีงานวิจัยขนาดใหญ่กว่านี้มายืนยันอีก มันเป็นความหวังที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปนะคะ ให้มองว่าเป็นตัวช่วยเสริมในภาพรวมของการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ทางออกเดียวจบทุกปัญหา
ช่วยร่างกายจัดการน้ำตาลในเลือด
กรดอัลฟาไลโปอิกยังถูกศึกษาเรื่องบทบาทในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส หรือพูดง่ายๆ คือ ร่างกายเราเคลื่อนน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน ALA เป็นสารธรรมชาติที่มีทั้งคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นอนุมูลอิสระในบางแง่ ซึ่งส่งผลต่อความไวของอินซูลินและการหลั่งอินซูลิน และถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นประสาทจากเบาหวาน ด้วยเมนูโปรดของคนไทยอย่างข้าวผัด ข้าวเหนียวมะม่วง หรือกาแฟโบราณกับปาท่องโก๋ที่มักมีคาร์บสูง เรื่องนี้จึงเป็นมุมที่เกี่ยวข้องกับคนไทยหลายคนที่กำลังจับตาดูระดับน้ำตาลในเลือดของตัวเองอยู่
ต้านความเครียดออกซิเดชันในชีวิตประจำวัน
ความเครียดออกซิเดชันเกิดขึ้นเมื่อโมเลกุลไม่เสถียรที่เรียกว่าอนุมูลอิสระสะสมเร็วกว่าที่ร่างกายจะกำจัดออกไปได้ทัน คล้ายๆ กับสนิมที่ค่อยๆ เกาะโลหะที่วางไว้ในอากาศชื้นนานๆ การสะสมแบบนี้เกี่ยวข้องกับความชราและโรคเรื้อรังหลายชนิด กรดไลโปอิกช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระที่มีออกซิเจน จับโลหะหนักบางชนิด และช่วยฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ที่ถูกใช้ไปแล้วอย่างวิตามินซี วิตามินอี และกลูตาไธโอน ให้กลับมาทำงานได้อีก พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นระบบป้องกันอนุมูลอิสระตามธรรมชาติของร่างกายด้วย พูดง่ายๆ คือมันไม่ได้แค่เก็บกวาดความเสียหายเองอย่างเดียว แต่ยังชาร์จพลังให้สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นกลับมาทำงานต่อได้ เหมือนเติมแรงให้ทีมแม่บ้านทำความสะอาดทั้งทีม ไม่ใช่ลงมือทำเองคนเดียว
อาจช่วยดูแลสมองและหัวใจ
เพราะความเครียดออกซิเดชันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมถอยและความเครียดของหัวใจและหลอดเลือดด้วย นักวิจัยจึงศึกษาต่อว่าคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของ ALA จะช่วยเรื่องนี้ได้ไหม โรคที่เกี่ยวกับเมแทบอลิซึมและหัวใจหลอดเลือดที่มาจากไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ มักเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อมถอยและอัลไซเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความเครียดออกซิเดชันก็เป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่ง งานวิจัยด้านนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนา จึงควรมองว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไป มากกว่าจะเป็นประโยชน์ที่ยืนยันแน่ชัดแล้ว เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับคนทำงานออฟฟิศที่เครียดหนัก ทำงานยาวจนไม่มีเวลาพักผ่อน และเริ่มสนใจอาหารเสริมที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
การดูดซึมของร่างกาย
เรื่องหนึ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับกรดอัลฟาไลโปอิกคือ ร่างกายเราจะดูดซึมและนำไปใช้ได้มากแค่ไหนนั้นแตกต่างกันไปพอสมควร ขึ้นอยู่กับรูปแบบของอาหารเสริมและว่ากินพร้อมอาหารหรือไม่ เพราะมันละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน มันจึงเดินทางผ่านร่างกายต่างจากสารอาหารที่ละลายได้แบบเดียว เช่น วิตามินซีที่ละลายน้ำอย่างเดียว หรือวิตามินอีที่ละลายไขมันอย่างเดียว
ALA และรูปแบบที่ถูกรีดิวซ์ของมันใช้คุณสมบัติทางเคมีที่ทำให้มันสามารถโต้ตอบและมีอิทธิพลต่อการทำงานของโปรตีนต่างๆ ทั่วร่างกาย คุณสมบัติละลายได้สองแบบนี้เองที่ทำให้มันทำงานได้ในหลายส่วนของเซลล์มากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ถ้าคุณกำลังเทียบฉลากอาหารเสริมอยู่ เรื่องนี้คือสิ่งที่ควรเข้าใจ มากกว่าจะไปโฟกัสที่ตัวเลขปริมาณ ซึ่งแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์และเป้าหมายสุขภาพของแต่ละคน ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ ไม่ใช่ตัดสินใจเองจากบทความนี้
เรื่องความปลอดภัยที่ควรรู้
สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ กรดอัลฟาไลโปอิกจากอาหารหรือจากอาหารเสริมทั่วไปมักไม่ก่อปัญหาอะไร งานวิเคราะห์ข้อมูลรวมที่รวบรวมผู้เข้าร่วมนับพันคนพบว่า การกิน ALA เสริมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา และดูเหมือนจะปลอดภัยแม้ในกลุ่มที่มีโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคทางระบบประสาท
อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังเกิดขึ้นได้ ผลข้างเคียงจากอาหารเสริม ALA ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น ผื่นคัน ปวดหัว แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ หรืออาเจียน และก็มีบางกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อาหารเสริมกรดอัลฟาไลโปอิกโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยถ้ากินตามคำแนะนำ แต่อาจมีความเสี่ยงถ้าร่างกายขาดวิตามินบี 1 หรือไทอามีนอยู่แล้ว ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ขาดวิตามินตัวนี้ได้
ถ้าใครกินยาควบคุมเบาหวานหรือยารักษาไทรอยด์อยู่ เรื่องนี้สำคัญมากนะคะ ALA อาจไปเสริมฤทธิ์ของอินซูลินหรือยาลดน้ำตาลในเลือดตัวอื่นๆ จนทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป จึงไม่ควรกินร่วมกับยาพวกนี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน มันยังอาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนไทรอยด์ได้ด้วย ดังนั้นใครที่กินยาไทรอยด์อยู่ควรตรวจสอบกับแพทย์ก่อนเสมอ เหมือนกับอาหารเสริมตัวอื่นๆ นี่เป็นคำแนะนำที่สำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องกินยาหลายชนิดพร้อมกันอยู่แล้ว
แหล่งอาหารธรรมชาติ
ไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมก็ได้ค่ะ เพราะกรดอัลฟาไลโปอิกมีอยู่ตามธรรมชาติในอาหารหลายชนิด ซึ่งหลายอย่างก็เป็นวัตถุดิบที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในครัวและตามร้านอาหารข้างทาง
- เนื้อแดง (เนื้อวัว โดยเฉพาะเครื่องใน)
- บรอกโคลี
- ผักใบเขียวอย่างผักโขม
- มันฝรั่งและมันเทศ
- แครอท
- มะเขือเทศ
- กะหล่ำดาว
ปัญหาคือปริมาณที่พบในอาหารตามธรรมชาตินั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยอาหารเสริม นี่เองคือเหตุผลที่อาหารเสริมถูกผลิตขึ้นมา สำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงตามที่กล่าวมาข้างต้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
สารอาหารอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สรุปส่งท้าย
กรดอัลฟาไลโปอิกไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกอย่าง แต่ก็เป็นสารที่น่าสนใจจริงๆ ค่ะ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายเราผลิตขึ้นเองอยู่แล้ว และมีงานวิจัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการดูแลเส้นประสาท การควบคุมน้ำตาลในเลือด และการป้องกันเซลล์จากความเสียหาย สำหรับคนไทยที่กินอาหารคาร์บสูงเป็นประจำ และมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนเท่าที่ควร การทำความเข้าใจสารอาหารแบบนี้ถือเป็นก้าวเล็กๆ ที่มีความหมาย ในการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นอย่างมีข้อมูลรองรับ และก็อย่างที่บอกเสมอนะคะ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มกินอาหารเสริมตัวนี้ โดยเฉพาะถ้าคุณมีเบาหวาน ปัญหาไทรอยด์ หรือกินยาตัวอื่นอยู่แล้ว
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนอาหารหรือเริ่มกินอาหารเสริมใดๆ นะคะ
References
- Linus Pauling Institute (Oregon State University)
https://lpi.oregonstate.edu/mic/dietary-factors/lipoic-acid - Mayo Clinic
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/diabetic-neuropathy/in-depth/diabetic-neuropathy-and-dietary-supplements/art-20095406 - PubMed Central (NIH)
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9824456/ - PubMed Central (NIH)
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7603186/ - WebMD
https://www.webmd.com/diet/alpha-lipoic-acid-ala