อบเชย: ช่วยคุมน้ำตาล เสริมสารต้านอนุมูลอิสระ
อบเชย: ช่วยคุมน้ำตาล เสริมสารต้านอนุมูลอิสระ
คุณอาจเคยใส่อบเชยแท่งลงในหม้อแกงมัสมั่นหอมกรุ่น หรือได้กลิ่นอุ่นๆ ของมันในน้ำพริกแกงที่คุณแม่ทำ แต่เครื่องเทศที่เราคุ้นเคยกันมาทั้งชีวิตนี้ จะช่วยเรื่องสุขภาพได้จริงไหม หรือให้แค่กลิ่นหอมเฉยๆ นะ วันนี้มาดูกันค่ะ
อบเชยคืออะไร
อบเชยได้มาจากเปลือกชั้นในของต้นไม้ตระกูล Cinnamomum นำมาตากแห้งแล้วม้วนเป็นแท่ง หรือบดเป็นผงที่เราเห็นอยู่ในครัวแทบทุกบ้าน อบเชยที่พบเจอบ่อยมีสองชนิดหลักๆ ค่ะ ชนิดแรกคือ อบเชยซีลอน หรือที่บางคนเรียกว่า “อบเชยแท้” ปลูกมากในศรีลังกา กลิ่นจะอ่อนและละมุนกว่า ส่วนอีกชนิดคือ อบเชยแคสเซีย ซึ่งเป็นผงอบเชยที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเราส่วนใหญ่ ปลูกมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลิ่นจะแรงและเผ็ดร้อนกว่าชัดเจน
เครื่องเทศชนิดนี้ถูกใช้มานับพันปีแล้ว ไม่ใช่แค่ในการทำอาหาร แต่ยังอยู่ในตำรับยาแผนโบราณของจีน อินเดีย และเปอร์เซีย ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าในอบเชยมีสารอะไรอยู่บ้าง ทุกวันนี้นักวิจัยให้ความสนใจกับสารตัวหนึ่งชื่อ ซินนามาลดีไฮด์ (cinnamaldehyde) รวมถึงสารกลุ่มโพลีฟีนอลจากพืชอีกหลายชนิด ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวการหลักที่อยู่เบื้องหลังประโยชน์ต่างๆ ของอบเชยที่มีต่อร่างกาย
ทำไมคนถึงนิยมกินอบเชย
อาจช่วยพยุงระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ดี
นี่คือเหตุผลที่อบเชยถูกแชร์กันว่อนไลน์ในกลุ่มครอบครัว โดยเฉพาะในหมู่ป้าๆ ลุงๆ ที่ต้องคุมเบาหวาน งานวิจัยทางคลินิกบางชิ้นพบว่า การกินอบเชยเสริมอาจช่วยลดน้ำตาลในเลือดตอนอดอาหารและลดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้เล็กน้อย นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าอบเชยอาจช่วยให้เซลล์นำน้ำตาลไปใช้ได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่ต้องพูดตรงๆ นะคะว่า งานทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่ที่รวบรวมการทดลอง 10 ชิ้น พบว่าหลักฐานยังไม่หนักแน่นพอที่จะแนะนำให้ใช้อบเชยรักษาเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2 ได้จริง และผลลัพธ์จากแต่ละงานวิจัยก็ยังไม่ตรงกัน ถ้าคุณเป็นเบาหวานอยู่ การใส่อบเชยในอาหารประจำวันเป็นนิสัยที่ดีได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ตัวแทนของยา การตรวจน้ำตาล หรือคำแนะนำจากหมอเลยนะ
อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสู้กับการอักเสบในชีวิตประจำวัน
อบเชยมีสารพืชที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่น่าประทับใจจริงๆ ค่ะ สารเหล่านี้ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่สะสมจากความเครียด มลพิษ หรือแม้แต่ส่วนที่ไหม้เกรียมของหมูปิ้งเนื้อย่างที่เราชอบกิน งานวิจัยในห้องแล็บและในสัตว์ทดลองพบผลตรงกันว่าสารสกัดจากอบเชยช่วยลดตัวชี้วัดการอักเสบได้ แม้ว่างานวิจัยในมนุษย์จะยังตามไม่ทันก็ตาม สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องเจอทั้งความเครียดและเวลาพักผ่อนน้อย ภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำเป็นเรื่องที่ต้องระวังจริงๆ การเปลี่ยนจากน้ำตาลมาโรยอบเชยในโอ๊ตมีลหรือกาแฟตอนเช้า ก็เป็นการอัปเกรดเล็กๆ ที่ทำได้ง่ายเลยค่ะ
อาจช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ
งานทบทวนวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาการกินอบเชยเสริมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าเกี่ยวข้องกับระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลรวม แอลดีแอล (คอเลสเตอรอลตัวร้าย) และความดันโลหิตที่ลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กิน นักวิจัยเชื่อว่าสารอย่างซินนามาลดีไฮด์อาจมีส่วนช่วยตรงนี้ แม้ผลลัพธ์โดยรวมจะยังไม่มากนักและไม่ตรงกันในทุกงานวิจัยก็ตาม การกินอบเชยเป็นประจำจึงเป็นตัวช่วยเสริมที่ดีได้ ถ้าคุณกำลังดูแลตัวเลขสุขภาพหัวใจอยู่แล้ว แต่ไม่ควรใช้แทนหลักพื้นฐานอย่างการลดน้ำมัน ลดเค็ม และขยับร่างกายให้มากขึ้น ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่กรมอนามัยรณรงค์มาโดยตลอด
สรรพคุณดั้งเดิมด้านการย่อยอาหารและต้านเชื้อจุลินทรีย์
ก่อนที่จะมีงานวิจัยเรื่องเบาหวานเสียอีก คนเอเชียใช้อบเชยแก้ท้องอืด บรรเทาอาการไอ และใช้เป็นสารกันบูดตามธรรมชาติมานานแล้ว งานวิจัยในห้องแล็บยุคใหม่ก็ยืนยันส่วนหนึ่งของภูมิปัญญานี้ โดยพบว่าซินนามาลดีไฮด์มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราหลายสายพันธุ์ได้ในหลอดทดลอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าอบเชยจะรักษาการติดเชื้อได้ด้วยตัวเองนะคะ เพียงแต่มันช่วยอธิบายได้ว่าทำไมอบเชยถึงยังคงอยู่คู่ครัวของหลายวัฒนธรรมอาหารมานับพันปี
การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
สารออกฤทธิ์ในอบเชยละลายในไขมันได้ในระดับหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่มันเข้ากันได้ดีกับขนมอบที่มีเนย แกงที่ใส่กะทิ หรือแกงมัสมั่นข้นๆ มากกว่าการกินผงอบเชยเปล่าๆ การนำอบเชยไปต้มในของเหลว เช่น ต้มในน้ำซุป ชา หรือน้ำแกง จะช่วยดึงกลิ่นและสารสำคัญออกมาได้มากกว่าการโรยผงดิบๆ ลงบนอาหารเฉยๆ อย่างไรก็ตาม ปริมาณอบเชยที่เรากินผ่านอาหารในแต่ละวันนั้นน้อยมาก และงานวิจัยที่พบผลชัดเจนต่อน้ำตาลในเลือดหรือคอเลสเตอรอล ส่วนใหญ่ใช้สารสกัดอบเชยที่เข้มข้นกว่าที่เราใส่ในกาแฟตอนเช้ามากเลยนะคะ ช่องว่างระหว่าง “ปริมาณที่ใช้ในงานวิจัย” กับ “ปริมาณที่ใช้ในการทำอาหารจริง” นี่แหละ คือเหตุผลที่เราควรมองอบเชยเป็นของดีที่เพิ่มรสชาติและอาจช่วยเสริมสุขภาพได้ ไม่ใช่สิ่งที่เอามาใช้รักษาโรคด้วยตัวเอง
ความปลอดภัยที่ควรรู้
อบเชยที่ใช้แบบที่เราคุ้นเคยกัน คือใส่ในอาหารและขนมอบทั่วไป ถือว่าปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ค่ะ ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนจากการโรยอบเชยในอาหารมาเป็นการกินอาหารเสริมอบเชยแบบเข้มข้นติดต่อกันเป็นเวลานาน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือท้องไส้ปั่นป่วนและอาการแพ้ทางผิวหนังหรือในช่องปาก โดยเฉพาะในคนที่แพ้สารบัลซัมเปรู (Balsam of Peru) หรือสารพืชที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
อบเชยแคสเซีย ซึ่งเป็นชนิดที่ขายทั่วไปในบ้านเรา มีสารธรรมชาติชนิดหนึ่งชื่อ คูมาริน (coumarin) ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณมากหรือต่อเนื่องนานๆ อาจส่งผลต่อตับได้ ปกติแล้วไม่ต้องกังวลถ้าใช้แค่ในการทำอาหารทั่วไป แต่ควรระวังหากกินอาหารเสริมอบเชยแบบเข้มข้น โดยเฉพาะถ้ามีโรคตับอยู่แล้ว ส่วนอบเชยซีลอนมีคูมารินในปริมาณน้อยมาก จึงมักถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่อ่อนโยนกว่า เหมาะกับคนที่กินอบเชยเป็นประจำและอยากอุ่นใจมากขึ้น สำหรับคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด ยาเบาหวาน หรือมีโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมอบเชยทุกครั้ง ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์ควรกินอบเชยแค่ในปริมาณที่ใช้ทำอาหารทั่วไป ไม่ควรกินแบบสารสกัดเข้มข้นนะคะ
แหล่งอบเชยตามธรรมชาติที่หาได้ในชีวิตประจำวัน
- ผงอบเชยหรืออบเชยแท่ง ใส่ในแกงมัสมั่น ต้มเนื้อ หรือข้าวหมกไก่
- เครื่องแกงมัสมั่นและพะแนงแบบไทย
- เครื่องเทศผสมสำหรับข้าวหมกไก่และอาหารสไตล์อินเดีย-มุสลิม
- เครื่องดื่มร้อนอย่างชาอบเชย กาแฟใส่อบเชย หรือชาไทยรสเข้มข้น
- ขนมอบอย่างซินนามอนโรล เค้กกล้วยหอม หรือคุกกี้ใส่เครื่องเทศ
- ชาสมุนไพรและยาบำรุงสูตรโบราณ
บทความที่เกี่ยวข้อง
สารอาหารอื่นที่น่าสนใจ
สรุปส่งท้าย
อบเชยได้ที่นั่งในครัวทั่วโลกด้วยเหตุผลที่ดีจริงๆ ค่ะ และประโยชน์ที่อาจมีต่อน้ำตาลในเลือด สุขภาพหัวใจ และการอักเสบ ก็เป็นสิ่งที่ถูกศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่กระแสในโลกออนไลน์ แต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ชัดเจนพอ อบเชยจึงเหมาะที่สุดในฐานะของดีที่เพิ่มรสชาติและอาจช่วยเสริมสุขภาพให้กับอาหารที่สมดุลอยู่แล้ว ไม่ใช่ทางลัดในการรักษาเบาหวานหรือคอเลสเตอรอลสูงด้วยตัวมันเอง ใช้อบเชยในอาหารต่อไปได้เต็มที่เลยค่ะ ลองเลือกอบเชยซีลอนถ้าจะกินเป็นประจำทุกวัน และอย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนจะเริ่มกินอาหารเสริมอบเชยแบบเข้มข้นนะคะ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนปรับเปลี่ยนอาหารหรือเริ่มกินอาหารเสริมทุกครั้ง
References
- NIH NCCIH
https://www.nccih.nih.gov/health/cinnamon - PubMed Central
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6486047/ - Mayo Clinic
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/diabetes/expert-answers/diabetes/faq-20058472 - Harvard Health Publishing
https://www.health.harvard.edu/nutrition/spice-up-your-holidays - HealthXchange Singapore 🇸🇬 SG
https://www.healthxchange.sg/forum/ask-specialist-diabetes-diet - WebMD
https://www.webmd.com/diabetes/cinnamon-and-benefits-for-diabetes