บรอมีเลน: เอนไซม์จากสับปะรดเพื่อข้อและระบบย่อยอาหาร

Published: 2026-08-13·เขียนโดยทีมบรรณาธิการ My Health N Wellness
บรอมีเลนสุขภาพข้อระบบย่อยอาหารอาหารเสริมจากธรรมชาติ
⏱️ อ่าน 5 นาที • อ้างอิงงานวิจัย

บรอมีเลน เอนไซม์จากสับปะรดที่ช่วยเรื่องข้อและระบบย่อยอาหาร

เคยรู้สึกลิ้นชาๆ หลังกินสับปะรดไปหลายชิ้นในมื้อปิ้งย่างไหมคะ นั่นแหละคือบรอมีเลนที่กำลังทำงานอยู่ และตอนนี้เอนไซม์ตัวนี้ก็มีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของหวานอย่างเดียวแล้วนะ

บรอมีเลนคืออะไร

บรอมีเลนไม่ได้เป็นสารตัวเดียว แต่เป็นกลุ่มของเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน พบมากที่สุดในลำต้นของต้นสับปะรด และมีอยู่บ้างในผลสับปะรดเอง หมอพื้นบ้านในอเมริกาใต้และอเมริกากลางใช้สับปะรดรักษาโรคกันมานานแล้ว ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะมาพิสูจน์ว่าทำไมมันถึงช่วยได้จริง

คนไทยเรามักนึกถึงสับปะรดในแง่ผลไม้เปรี้ยวหวานที่กินจิ้มพริกเกลือ หรือใส่ในข้าวผัดสับปะรดตามร้านอาหารทั่วไป แต่ส่วนที่มีบรอมีเลนเข้มข้นที่สุดคือแกนและลำต้นที่เป็นเส้นใย ซึ่งเรามักตัดทิ้งไม่กินกัน นี่แหละคือเหตุผลที่ผู้ผลิตอาหารเสริมต้องสกัดส่วนนี้ออกมาทำให้เข้มข้นแยกต่างหาก

ทุกวันนี้บรอมีเลนถูกนำมาทำเป็นแคปซูลอาหารเสริม ผสมอยู่ในสูตรดูแลข้อหรือช่วยย่อยอาหาร และยังถูกใช้ในคลินิกเป็นเจลตามใบสั่งแพทย์สำหรับลอกเนื้อเยื่อที่ตายแล้วในแผลไฟไหม้รุนแรงด้วย มันเป็นหนึ่งในเอนไซม์จากพืชไม่กี่ตัวที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับจริง แม้จะยังมีอยู่ไม่มากก็ตาม

ทำไมคนถึงกินบรอมีเลน

ช่วยลดอาการข้อฝืดและปวดจากข้อเข่าเสื่อม

บรอมีเลนถูกใช้กันทั่วไปสำหรับอาการปวดและข้อฝืดที่เกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่กระดูกอ่อนที่รองรับข้อค่อยๆ สึกไปตามอายุ งานวิจัยขนาดเล็กบางชิ้นชี้ว่าคุณสมบัติต้านการอักเสบของบรอมีเลนอาจช่วยลดอาการปวดเข่าได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับสารสกัดจากพืชอื่นอย่างเคอร์คูมิน สำหรับคนวัยทำงานที่นั่งประชุมทั้งวันแล้วไปออกกำลังกายตอนเสาร์อาทิตย์ นี่คือหนึ่งในสรรพคุณที่พูดถึงกันบ่อยที่สุด แต่นักวิจัยก็ยังหาคำตอบอยู่ว่าประโยชน์ที่เห็นนั้นมาจากบรอมีเลนเดี่ยวๆ มากแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่ที่ทดลองกันจะเป็นสูตรผสมกับสารอื่นเสมอ

ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและไซนัสอักเสบ

อากาศชื้นและช่วงฝุ่นควันในบ้านเราไม่เป็นมิตรกับคนจมูกตันเลยนะคะ และบรอมีเลนก็มีการศึกษาเฉพาะสำหรับอาการไซนัสอักเสบด้วย งานทบทวนที่รวบรวมการศึกษาหลายสิบชิ้นพบว่ามันอาจช่วยให้อาการคัดจมูกหายเร็วขึ้น ซึ่งน่าจะมาจากการลดอาการบวมในโพรงจมูกมากกว่าการต่อสู้กับเชื้อโรคโดยตรง นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่กรณีที่หน่วยงานด้านสุขภาพระบุว่ามีหลักฐานสนับสนุนอยู่บ้างแล้ว แม้จะยังไม่มากพอก็ตาม

ลดอาการบวมหลังทำฟันหรือผ่าตัดเล็ก

ถ้าเคยถอนฟันคุดมาแล้ว คงรู้ดีว่าแก้มบวมแค่ไหนหลังจากนั้น บรอมีเลนแบบกินมีการศึกษาเฉพาะเรื่องนี้เลย งานทบทวนการทดลองเรื่องถอนฟันคุดพบว่าช่วยลดอาการบวมที่ใบหน้า ขากรรไกรฝืด และความเจ็บปวดได้บ้างในช่วงไม่กี่วันหลังผ่าตัด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องรอยช้ำและบวมหลังผ่าตัดทั่วไปด้วย ซึ่งทำงานผ่านกลไกต้านการอักเสบแบบเดียวกัน

ช่วยย่อยโปรตีนจากอาหารมื้อหนักๆ

เพราะหน้าที่หลักของบรอมีเลนคือการย่อยโปรตีน มันจึงถูกนำมาทำตลาดเป็นตัวช่วยย่อยอาหาร เหมาะจะกินคู่กับมื้อที่มีโปรตีนเยอะๆ อย่างนามตกหรือหมูกระทะมื้อใหญ่ๆ เอนไซม์ตัวนี้ช่วยย่อยโปรตีนในกระเพาะได้จริง แต่จะช่วยลดอาการท้องอืดได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับคนสุขภาพแข็งแรงทั่วไป ยังเป็นคำถามที่งานวิจัยยังไม่ได้คำตอบชัดเจน

การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับบรอมีเลนคือมันทนทานต่อการเดินทางผ่านระบบย่อยอาหารได้ดีกว่าที่คิด เอนไซม์ส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายไปก่อนที่จะทำอะไรได้ทันทีที่กลืนลงไป แต่บรอมีเลนบางส่วนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแบบยังคงสภาพเดิม และไปทำงานต่อในส่วนอื่นของร่างกายได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีการศึกษาผลของมันนอกเหนือจากเรื่องท้อง เช่น เรื่องข้อและอาการบวมในไซนัส

นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมการกินสับปะรดสดจึงไม่เหมือนกับการกินอาหารเสริมบรอมีเลน เพราะเอนไซม์ส่วนใหญ่อยู่เข้มข้นในแกนและลำต้นที่เหนียวและเป็นเส้น ซึ่งมักจบลงในถังขยะ ไม่ใช่เนื้อหวานๆ ที่เราตักกินหรือใส่ในส้มตำ สับปะรดสักชิ้นในมื้อเช้าที่ร้านอาหารตามสั่งก็เป็นของกินอร่อยๆ ได้นะ แต่ไม่ได้ให้บรอมีเลนในปริมาณเทียบเท่าอาหารเสริมเลย

ความร้อนก็ทำลายความสามารถในการทำงานของบรอมีเลนด้วย นี่คือเหตุผลที่สับปะรดกระป๋องหรือสับปะรดที่ผ่านความร้อน เช่น ใส่ในของหวานหรือเมนูผัดต่างๆ แทบไม่มีบรอมีเลนที่ยังออกฤทธิ์ได้เลย แม้รสชาติจะยังอร่อยเหมือนเดิมก็ตาม

เรื่องความปลอดภัยที่ควรรู้

การกินบรอมีเลนทางปากโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยและร่างกายรับได้ดี อาการที่พบบ่อยที่สุดคือท้องไม่สบายและท้องเสีย บางคนอาจรู้สึกแสบหรือชาเล็กน้อยในปาก โดยเฉพาะถ้าปล่อยให้ผงบรอมีเลนอยู่ในปากนานเกินไปก่อนกลืน

เรื่องการแพ้เป็นสิ่งที่ต้องระวังจริงๆ นะคะ เพราะบรอมีเลนมาจากสับปะรด คนที่แพ้สับปะรด มะละกอ ยางพารา เกสรดอกไม้บางชนิด หรืออาหารอย่างขึ้นฉ่ายและข้าวสาลี อาจมีโอกาสแพ้บรอมีเลนได้ง่ายขึ้นด้วย รูปแบบการแพ้ข้ามชนิดแบบนี้มีการบันทึกไว้ชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนถ้าคุณมีอาการแพ้พวกนี้อยู่แล้ว

บรอมีเลนยังอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดด้วย ดังนั้นใครที่กินยาละลายลิ่มเลือด แอสไพริน หรือกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรบอกแพทย์ล่วงหน้านานๆ ส่วนใหญ่คำแนะนำจะให้หยุดกินก่อนการผ่าตัดที่วางแผนไว้ล่วงหน้าพอสมควร นอกจากนี้มันอาจมีผลต่อการดูดซึมยาปฏิชีวนะบางชนิดด้วย ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อดีหรือข้อเสียขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ข้อมูลความปลอดภัยสำหรับคนท้องและคนให้นมบุตรยังมีจำกัด ดังนั้นแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารเสริมบรอมีเลนในช่วงนี้ นอกจากแพทย์จะบอกเป็นอย่างอื่น เหมือนอาหารเสริมทุกชนิด ควรบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณด้วย โดยเฉพาะถ้าคุณกินยาหลายตัวอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากสำหรับผู้สูงอายุที่ดูแลโรคเรื้อรังอยู่ในบ้านเรา

แหล่งอาหารธรรมชาติที่มีบรอมีเลน

  • แกนและลำต้นสับปะรดสด (มีบรอมีเลนเข้มข้นที่สุด แต่คนไม่ค่อยกิน)
  • เนื้อสับปะรดสด (มีอยู่บ้างเล็กน้อย)
  • น้ำสับปะรดคั้นสดที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ (การใช้ความร้อนจะทำลายเอนไซม์)
  • ส้มตำหรือสลัดที่ใส่สับปะรดดิบสดๆ

สับปะรดที่ผ่านการปรุง กระป๋อง หรือพาสเจอไรซ์ด้วยความร้อน ซึ่งพบได้ในของหวานและเครื่องดื่มหลายชนิดในบ้านเรา มีบรอมีเลนที่ยังออกฤทธิ์ได้น้อยมากหรือไม่มีเลย เพราะความร้อนทำลายเอนไซม์ไปหมด

สารอาหารที่เกี่ยวข้อง

สรุปส่งท้าย

บรอมีเลนเป็นหนึ่งในอาหารเสริมเอนไซม์ที่น่าสนใจ เพราะมันไม่ได้มีแต่การโฆษณาเกินจริง มีงานวิจัยจริงรองรับ แม้จะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เกี่ยวกับการใช้ลดอาการบวมในไซนัส ฟื้นตัวหลังผ่าตัด และอาการปวดข้อ มันไม่สามารถแทนการรักษาทางการแพทย์สำหรับภาวะเหล่านี้ได้ แต่ในฐานะตัวเลือกเสริม มันมีความปลอดภัยที่ค่อนข้างดีสำหรับคนสุขภาพแข็งแรงทั่วไป

ถ้าอยากลองกินบรอมีเลนดูบ้าง ขั้นแรกที่ควรทำเหมือนที่กรมอนามัยและหน่วยงานสุขภาพแนะนำสำหรับอาหารเสริมทุกชนิดคือ ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลยนะคะ โดยเฉพาะถ้าคุณกินยาละลายลิ่มเลือด มีอาการแพ้อาหาร หรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว คนวัยทำงานที่อยากลองอาหารเสริมด้วยความสนใจส่วนตัว ควรมองหลักฐานที่มีอยู่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่คาดหวังว่ามันจะรักษาทุกอย่างได้ ส่วนคนในบ้านที่ยังไม่ค่อยเชื่ออาหารเสริมและอยากเห็นหลักฐานก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะถามหาความชัดเจนก่อนตัดสินใจค่ะ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนอาหารหรือการใช้อาหารเสริมใดๆ

References

  1. NIH NCCIH
    https://www.nccih.nih.gov/health/bromelain
  2. PubMed Central (NIH)
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8709142/
  3. PubMed Central (NIH)
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3529416/
  4. WebMD
    https://www.webmd.com/vitamins-supplements/bromelain
  5. Medical News Today
    https://www.medicalnewstoday.com/articles/323783