แอล-ฟีนิลอะลานีน กรดอะมิโนเพื่ออารมณ์ดีและโปรตีน
แอล-ฟีนิลอะลานีน กรดอะมิโนเพื่ออารมณ์ดีและโปรตีน
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมกระป๋องน้ำอัดลมไดเอทถึงมีคำเตือนแปลกๆ เกี่ยวกับ "ฟีนิลอะลานีน" คำนี้แหละที่บ่งบอกถึงกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายเราต้องการทุกวัน แต่แทบไม่มีใครนึกถึงมันตอนกำลังซดข้าวผัด กินส้มตำ หรือลุยอาหารข้างทางกันเลยใช่ไหมคะ
แอล-ฟีนิลอะลานีนคืออะไร?
แอล-ฟีนิลอะลานีนเป็นหนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด ซึ่งเป็นเหมือนชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ต่อกันจนกลายเป็นโปรตีน คำว่า "จำเป็น" ในที่นี้หมายความง่ายๆ ว่าร่างกายเราสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น มันเป็นรูปแบบธรรมชาติที่พบในอาหารโปรตีนทั่วไป ต่างจากดี-ฟีนิลอะลานีนที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องแล็บแล้วนำมาขายเป็นอาหารเสริมแยกต่างหาก
พอร่างกายดูดซึมเข้าไปแล้ว กรดอะมิโนตัวนี้ก็เริ่มทำงานทันทีเลยค่ะ ร่างกายใช้มันสร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และเอนไซม์ต่างๆ แถมยังใช้เปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนอีกตัวคือไทโรซีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของสารเคมีสำคัญในสมองหลายตัวด้วย
ทำไมคนถึงสนใจกินฟีนิลอะลานีน?
วัตถุดิบสร้างโปรตีนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
เหมือนกรดอะมิโนจำเป็นตัวอื่นๆ แอล-ฟีนิลอะลานีนเป็นวัตถุดิบที่ร่างกายเอาไปประกอบเป็นโปรตีนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายแบบ HIIT ผลัดเซลล์ผิวใหม่ หรือช่วยให้เอนไซม์ในอวัยวะต่างๆ ทำงานได้ปกติ ถ้าเรากินโปรตีนสม่ำเสมออยู่แล้ว ไม่ว่าจะจากปลา ไข่ เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ ก็แทบจะได้รับพอโดยไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเลยค่ะ
จุดเริ่มต้นของสารเคมีในสมองที่เกี่ยวกับอารมณ์
ข้อนี้แหละที่คนสนใจกันมากที่สุด ฟีนิลอะลานีนจะเปลี่ยนเป็นไทโรซีน แล้วร่างกายก็เอาไทโรซีนไปผลิตโดปามีน นอร์เอพิเนฟริน และเอพิเนฟริน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความตื่นตัว แรงจูงใจ และการตอบสนองต่อความเครียด นักวิจัยบางกลุ่มเลยศึกษาว่าการเสริมฟีนิลอะลานีนช่วยเรื่องอารมณ์ได้ไหม ส่วนหนึ่งเพราะนอร์เอพิเนฟรินมีคุณสมบัติคล้ายกับที่พบในยาต้านซึมเศร้าบางชนิด แต่หลักฐานตอนนี้ยังเป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นจากการศึกษาขนาดเล็กเท่านั้น ถือเป็นเรื่องน่าติดตามต่อ มากกว่าจะเป็นข้อสรุปที่ฟันธงได้ค่ะ
บทบาทต่อเม็ดสีผิว
ฟีนิลอะลานีนยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่กำหนดสีผิว สีผม และสีตาของเรา นักวิจัยบางส่วนเลยศึกษาความเชื่อมโยงกับโรคด่างขาว ซึ่งเป็นภาวะที่ผิวบางจุดสูญเสียเม็ดสีไป ผลการศึกษายังก้ำกึ่งกันอยู่ และไม่ได้ถูกจัดเป็นวิธีรักษาเดี่ยวๆ ที่ใช้ได้ผลจริง แต่ความเชื่อมโยงทางชีวภาพระหว่างกรดอะมิโนตัวนี้กับการสร้างเม็ดสีนั้นเป็นที่ยอมรับกันแล้วค่ะ
ส่งสัญญาณเรื่องเมแทบอลิซึมในชีวิตประจำวัน
เพราะลำไส้และตับอ่อนของเรา "รับรู้" กรดอะมิโนตัวนี้ได้ ฟีนิลอะลานีนที่กินเข้าไปพร้อมมื้ออาหารอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นฮอร์โมนอย่างอินซูลินและกลูคากอน ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังกินข้าว ผลที่ว่านี้เล็กน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกอะไรในชีวิตประจำวัน มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลไกที่ร่างกาย "อ่าน" ปริมาณโปรตีนในมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัดร้านข้างทางตอนเที่ยง หรือส้มตำนัวๆ กับข้าวเหนียวตอนเย็นก็ตามค่ะ
การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
แอล-ฟีนิลอะลานีนถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กหลังจากโปรตีนถูกย่อยแล้ว จากนั้นก็เดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ และสมอง มันใช้ระบบขนส่งเดียวกับกรดอะมิโนอีกหลายตัว รวมถึงไทโรซีนและทริปโตเฟน พูดง่ายๆ คือกรดอะมิโนพวกนี้ต้องแย่งกัน "เข้าประตู" เดียวกันเพื่อเข้าสู่สมอง
เรื่องนี้มีผลจริงในทางปฏิบัตินะคะ มื้ออาหารที่มีโปรตีนสูงมากๆ ไม่ได้แปลว่าฟีนิลอะลานีนจะเข้าสมองได้มากขึ้นเสมอไป เพราะมันต้องแย่งที่กับกรดอะมิโนตัวอื่นที่มากันเป็นขบวนเหมือนกัน โดยทั่วไปการดูดซึมจะราบรื่นและสม่ำเสมอกว่า เมื่อฟีนิลอะลานีนมาจากอาหารโปรตีนธรรมชาติ มากกว่าจะมาจากอาหารเสริมแบบสกัด ซึ่งมักถูกดูดซึมเร็วกว่าและเข้าสู่ร่างกายพร้อมกันเป็นชุดใหญ่ทีเดียว
เรื่องความปลอดภัยที่ควรรู้
สำหรับคนส่วนใหญ่ ฟีนิลอะลานีนจากอาหารทั่วไปไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลเลยค่ะ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโปรตีนที่เรากินอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ส่วนผลข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีรายงานจากการกินในรูปแบบอาหารเสริมเข้มข้น ได้แก่ ปวดหัว คลื่นไส้ หรือท้องไม่สบาย
กลุ่มเดียวที่ต้องเลี่ยงอย่างจริงจังคือผู้ที่เป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยมาก ทำให้ร่างกายสลายฟีนิลอะลานีนได้ไม่สมบูรณ์ จนสารนี้สะสมในเลือดและสมองจนถึงระดับที่เป็นอันตราย นี่คือเหตุผลว่าทำไมผลิตภัณฑ์ที่มีแอสปาร์แตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ปล่อยฟีนิลอะลานีนออกมาตอนย่อย ถึงต้องมีคำเตือนพิเศษติดฉลากไว้ อย่างที่หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นบนกระป๋องน้ำอัดลมไดเอทหรือหมากฝรั่งไม่มีน้ำตาลตามท้องตลาดบ้านเรา
คนที่กินยารักษาโรคจิตเภทหรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสารโดปามีนในสมอง ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนพิจารณากินฟีนิลอะลานีนเสริมเช่นกัน เพราะอาจไปรบกวนการทำงานของยาได้ และตามสไตล์คนไทยที่มักจะ "ทน" กับอาการผิดปกติไปเรื่อยๆ แทนที่จะรีบไปหาหมอ ต้องขอย้ำนะคะว่าถ้าร่างกายมีปฏิกิริยาแปลกๆ หลังกินอาหารเสริมชนิดใหม่ นั่นคือสัญญาณให้รีบไปพบแพทย์ ไม่ใช่ฝืนทนต่อไปค่ะ
แหล่งอาหารตามธรรมชาติ
- ไก่ เนื้อวัว และเนื้อสัตว์อื่นๆ
- ปลาและอาหารทะเล รวมถึงปลาป่นและกุ้งที่ใช้บ่อยในอาหารไทย
- ไข่
- ผลิตภัณฑ์นม เช่น นมสด โยเกิร์ต และชีส
- อาหารจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เทมเป้ และนมถั่วเหลือง ตัวเลือกดีๆ สำหรับครอบครัวที่กินมังสวิรัติ
- ถั่วและเมล็ดพืชต่างๆ รวมถึงถั่วลิสงที่ใส่ในน้ำจิ้มสะเต๊ะหรือส้มตำ
- ถั่วเมล็ดแห้งชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเลนทิลและถั่วอื่นๆ
เพราะฟีนิลอะลานีนแทบจะอยู่ในอาหารที่มีโปรตีนทุกชนิด มื้ออาหารแบบไทยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นข้าวราดแกงร้านเจ้าประจำที่มีกับข้าวโปรตีนสักอย่าง ก็มักจะให้ปริมาณเพียงพอเกินความต้องการอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องวางแผนอะไรเป็นพิเศษเลยค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กรดอะมิโนที่น่าอ่านเพิ่มเติม
สรุปแล้วเรื่องฟีนิลอะลานีน
แอล-ฟีนิลอะลานีนไม่ใช่อาหารเสริมแปลกใหม่ที่ต้องออกตามหาซื้อที่ไหนเลยค่ะ มันแทรกอยู่ในมื้ออาหารโปรตีนที่เรากินกันเป็นประจำอยู่แล้ว ตั้งแต่ไข่ดาวกับข้าวสวยธรรมดาๆ ไปจนถึงต้มยำหรือน้ำตกที่จัดเต็มเนื้อสัตว์ สำหรับคนส่วนใหญ่ เรื่องสำคัญไม่ใช่การกินเพิ่มให้มากขึ้น แต่คือการเข้าใจว่ามันทำงานเงียบๆ เบื้องหลังยังไงบ้าง ทั้งการสร้างเนื้อเยื่อ การเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของสารเคมีในสมองที่เกี่ยวกับอารมณ์ และบทบาทเล็กๆ ในการที่ร่างกายอ่านค่ามื้ออาหารของเรา
กลุ่มเดียวที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษจริงๆ คือคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PKU ซึ่งแม้แต่ปริมาณน้อยๆ ก็มีความหมาย ส่วนคนทั่วไปก็แค่รู้ไว้เฉยๆ ก็พอว่ากรดอะมิโนตัวเล็กๆ ตัวนี้กำลังทำงานสำคัญอย่างสม่ำเสมออยู่เบื้องหลัง โดยที่เราไม่ต้องออกแรงเพิ่ม และไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องปริมาณให้ยุ่งยากอะไรเลยค่ะ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ ก่อนปรับเปลี่ยนอาหารการกินหรือเริ่มใช้อาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเสมอค่ะ