กรดแอสปาร์ติก: กรดอะมิโนตัวช่วยพลังงานเซลล์
กรดแอสปาร์ติก: กรดอะมิโนตัวช่วยพลังงานเซลล์
เคยเห็นขวดอาหารเสริมบนชั้นวางร้านขายยาที่โฆษณาว่าช่วยเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนด้วย "ดี-แอสปาร์ติกแอซิด" แล้วสงสัยไหมว่ามันคือสารตัวเดียวกับที่ร่างกายเราสร้างเองอยู่แล้วหรือเปล่า คำตอบคือใช่เกือบทั้งหมดเลยค่ะ แต่เรื่องราวเบื้องหลังมันน่าสนใจกว่าที่โฆษณาบอกไว้มากนะ
กรดแอสปาร์ติกคืออะไร
กรดแอสปาร์ติกเป็นกรดอะมิโนชนิดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย และกรดอะมิโนก็คือหน่วยเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นโปรตีน คำว่า "ไม่จำเป็น" ในที่นี้หมายความง่ายๆ ว่าร่างกายเราสร้างมันขึ้นมาเองได้ ต่อให้ไม่ได้กินจากอาหารเลยก็ตาม ต่างจากวิตามินซีที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
มีความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้คือ กรดอะมิโนตัวนี้มีอยู่สองรูปแบบในร่างกายเรา กรดแอสปาร์ติกมีทั้งรูปแบบแอล-แอสปาร์ติกแอซิด (L-aspartic acid) ซึ่งเป็นรูปแบบหลักที่ใช้สร้างโปรตีนและเกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึม และรูปแบบดี-แอสปาร์ติกแอซิด (D-aspartic acid) ที่มีอยู่น้อยกว่ามาก แต่มีบทบาทเฉพาะตัวในการพัฒนาระบบประสาทและการส่งสัญญาณประสาท แอลฟอร์มส่วนใหญ่ถูกผลิตขึ้นในตับและกล้ามเนื้อของเราเอง ผ่านกระบวนการเมแทบอลิซึมปกติที่ใช้กรดอะมิโนตัวอื่นจากอาหารที่เรากิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราพบกรดแอสปาร์ติกอยู่ในอาหารโปรตีนสูงแทบทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างหรือเต้าหู้ที่วางอยู่บนโต๊ะกับข้าวคนไทยทุกวัน
ทำไมคนถึงนิยมกินกรดแอสปาร์ติกกัน
ตัวช่วยสำคัญในการสร้างพลังงานให้เซลล์
เมื่อถูกดูดซึมเข้าเซลล์แล้ว กรดแอสปาร์ติกจะถูกนำไปใช้สร้างโปรตีนและนิวคลีโอไทด์ ช่วยในวงจรยูเรียที่กำจัดแอมโมเนียซึ่งเป็นของเสีย และมีส่วนในกระบวนการที่เรียกว่า malate-aspartate shuttle ซึ่งช่วยขนส่งโมเลกุลพลังงานเข้าไปในไมโทคอนเดรีย หรือ "โรงไฟฟ้าเล็กๆ" ที่อยู่ในเซลล์ทุกเซลล์ของเรา ลองนึกภาพว่ามันเป็นเหมือนรถส่งของที่คอยขนพลังงานเข้าโรงงานให้ทำงานลื่นไหลตลอดเวลา โดยเฉพาะในอวัยวะที่ทำงานหนักอย่างตับและกล้ามเนื้อ
มีบทบาทในการส่งสัญญาณสมองและระบบประสาท
กรดแอสปาร์ติกที่หลั่งออกมาจากเซลล์ประสาทจะเชื่อมโยงกับวงจรรีไซเคิลร่วมกับกลูตาเมต ซึ่งเป็นกรดอะมิโนอีกตัว ช่วยให้เซลล์สนับสนุนในสมองจัดการพลังงานและกำจัดแอมโมเนียที่เป็นพิษ โดยเฉพาะรูปแบบดี-ฟอร์ม ยังมีบทบาทต่อการพัฒนาสมองและการควบคุมไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่คุมการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ นักวิจัยบางกลุ่มเชื่อว่ามันอาจทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทกระตุ้นโดยตรงด้วยซ้ำ แต่หลักฐานในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนพอที่จะฟันธงได้นะ
วัตถุดิบตั้งต้นสร้างกรดอะมิโนและโปรตีนตัวอื่น
นอกจากช่วยสร้างโปรตีนแล้ว กรดแอสปาร์ติกยังมีส่วนช่วยผลิตอาร์จินีน ไนตริกออกไซด์ และแอสพาราจีน ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายต้องใช้ในระบบไหลเวียนเลือดและการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ มีเอนไซม์เฉพาะตัวหนึ่งในเซลล์ทั่วร่างกายที่เปลี่ยนกรดแอสปาร์ติกให้เป็นแอสพาราจีนได้โดยตรง ช่วยรักษาสมดุลของกรดอะมิโนกลุ่มนี้ไว้ตลอดเวลา งานเบื้องหลังที่ไม่มีใครเห็นนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะกำลังซดข้าวผัดร้อนๆ อยู่ หรือกำลังอดอาหารก่อนไปเจาะเลือดตรวจสุขภาพก็ตาม
ที่มาของการโฆษณาเรื่องออกกำลังกายและเทสโทสเตอโรน — ผลลัพธ์ยังก้ำกึ่ง
นี่คือเหตุผลที่กรดแอสปาร์ติก มักอยู่ในรูปดี-แอสปาร์ติกแอซิด ถูกใส่ในอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาที่อ้างว่าช่วยเพิ่มเทสโทสเตอโรน เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งที่จริงแล้วยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอาหารเสริมเหล่านี้ให้ประโยชน์จริง เพราะร่างกายเราสร้างสารตัวนี้เองอยู่แล้ว งานวิจัยรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบพบว่าดี-แอสปาร์ติกแอซิดช่วยเพิ่มเทสโทสเตอโรนได้ในสัตว์ทดลอง แต่พอทดลองในคนกลับได้ผลไม่แน่นอน เพราะจำนวนงานวิจัยในคนยังน้อยและคุณภาพยังไม่มากพอ งานวิจัยหนึ่งที่ทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมในนักไต่หน้าผาชาย สรุปว่าอาหารเสริมตัวนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายจริง ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ งานวิจัยในผู้ชายที่ฝึกเวทเป็นประจำพบว่า การกินในขนาดที่สูงขึ้นกลับทำให้ระดับเทสโทสเตอโรนทั้งหมดและเทสโทสเตอโรนที่ออกฤทธิ์ได้ลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นแบบที่โฆษณาไว้ ถ้าเพื่อนที่ยิมบอกว่ากินแล้วเวิร์กสุดๆ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จริงๆ กลับไม่ได้หนักแน่นเท่าที่ป้ายโฆษณาบอกเลยนะ
การดูดซึมและการนำไปใช้ในร่างกาย
เพราะตับและกล้ามเนื้อของเราผลิตกรดแอสปาร์ติกส่วนใหญ่ขึ้นมาเอง การกินอาหารโปรตีนสูงจากของกินตามร้านข้างทาง อาหารทำเองที่บ้าน หรือแม้แต่อาหารเสริม จึงมีผลน้อยกว่ากรณีของกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างไลซีนหรือทริปโตเฟน กรดแอสปาร์ติกพบได้ทั่วร่างกาย รวมถึงในสมอง เป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนโปรตีนตามปกติ ส่วนดี-ฟอร์มที่พบได้น้อยกว่านั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนรูปตามธรรมชาติจากแอลฟอร์มภายในร่างกาย ไม่ใช่จากการดูดซึมตรงจากอาหารในปริมาณที่มีความหมายอะไรมากนัก นี่คือส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมการกินแคปซูลกรดแอสปาร์ติกเข้าไป ไม่ได้แปลว่าฮอร์โมนตัวไหนจะพุ่งขึ้นตามที่คาดไว้ เพราะร่างกายควบคุมปริมาณของตัวเองอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว
เรื่องความปลอดภัยที่ควรรู้
สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ได้รับกรดแอสปาร์ติกจากอาหารทั่วไป เช่น ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์นม ไม่ต้องกังวลอะไรเลยค่ะ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโปรตีนที่เรากินอยู่ทุกวัน แต่อาหารเสริมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของอาหารเสริมกรดแอสปาร์ติกอย่างเป็นทางการ
มีงานวิจัยบางชิ้นที่ควรรู้ไว้เป็นข้อสังเกต การกินดี-แอสปาร์ติกแอซิดในขนาดสูง อย่างน้อยในงานวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุมชิ้นหนึ่ง กลับพบว่าทำให้ระดับเทสโทสเตอโรนลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อกินต่อเนื่องหลายสัปดาห์ อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยในสัตว์ที่ให้กินในความเข้มข้นสูงมากๆ ผสมในอาหาร พบความเปลี่ยนแปลงที่ไต และผลกระทบต่อเนื้อเยื่อต่อมน้ำลาย แม้ว่าปริมาณที่ใช้ในการทดลองนั้นจะสูงเกินกว่าที่ใครจะได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมทั่วไปในชีวิตจริงมากก็ตาม ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ มีปัญหาโรคไต หรือมีภาวะที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเพิ่มอาหารเสริมกรดอะมิโนตัวใดก็ตามเข้าไปในชีวิตประจำวัน อย่าคิดว่า "เป็นสารจากธรรมชาติ คงปลอดภัยแน่นอน" นะคะ เพราะบางทีมันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
แหล่งอาหารธรรมชาติที่มีกรดแอสปาร์ติก
เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เป็นแหล่งหลักของกรดแอสปาร์ติกในอาหารประจำวันของคนส่วนใหญ่ ถ้าจะพูดถึงเมนูใกล้ตัวคนไทย ลองดูรายการนี้เลยค่ะ:
- ปลาและอาหารทะเล — พบได้ในต้มยำ แกงจืด หรือข้าวต้มปลาที่กินกันเป็นประจำ
- ไก่ เนื้อวัว และหมู — วัตถุดิบหลักของข้าวและก๋วยเตี๋ยวแทบทุกจาน
- ไข่ — รวมถึงไข่ดาวที่แนมมากับข้าวเหนียวส้มตำมื้อเช้า
- ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง — เต้าหู้ เทมเป้ นมถั่วเหลือง และถั่วแระญี่ปุ่น
- ผลิตภัณฑ์นม — นม ชีส และโยเกิร์ต
- ถั่วและเมล็ดงอก — ถั่วงอก เลนทิล และถั่วชิกพี
- อะโวคาโดและหน่อไม้ฝรั่ง — เมนูที่เห็นบ่อยขึ้นในคาเฟ่และร้านบรันช์สายเฮลตี้
- โอ๊ต — ตัวเลือกไฟเบอร์สูง ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ใช้แทนข้าวเหนียวหรือโจ๊กมื้อเช้าได้
ถ้าคุณทำตามหลักการกินอาหารแบบจานสุขภาพของกรมอนามัยอยู่แล้ว คือแบ่งจานหนึ่งในสี่ให้เป็นอาหารโปรตีนสูง ก็แทบมั่นใจได้เลยว่าร่างกายได้รับกรดแอสปาร์ติกเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมเลยนะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
สารอาหารอื่นๆ ที่น่ารู้เพิ่มเติม
สรุปแล้วอย่างนี้
กรดแอสปาร์ติกไม่ใช่สารมหัศจรรย์ที่ต้องไปตามหาที่ไหนไกลเลยค่ะ มันทำงานอยู่เงียบๆ ในทุกเซลล์ของร่างกายเราอยู่แล้ว ถูกสร้างขึ้นจากโปรตีนที่เรากินในแทบทุกมื้อ ส่วนคำโฆษณาบนชั้นอาหารเสริมเรื่องเทสโทสเตอโรนและกล้ามเนื้อนั้น มีหลักฐานรองรับที่บางและไม่แน่นอนกว่าที่โฆษณาบอกไว้มาก แถมยังมีงานวิจัยหนึ่งที่พบผลตรงกันข้ามเมื่อกินในขนาดสูงด้วยซ้ำ
สำหรับคนส่วนใหญ่ วิธีที่ง่ายและมีหลักฐานรองรับดีที่สุดยังคงเป็นการกินอาหารให้ครบถ้วน มีโปรตีนพอเหมาะจากของกินทั่วไปอย่างปลา ไข่ เต้าหู้ หรือไก่ ดีกว่าไปพึ่งแคปซูลกรดอะมิโนตัวเดียวโดยหวังผลลัพธ์แบบลัดขั้นตอนนะคะ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนปรับเปลี่ยนอาหารการกินหรือเริ่มใช้อาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอนะคะ
References
- MedlinePlus (NIH)
https://medlineplus.gov/ency/article/002234.htm - PubMed Central (NIH)
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10536334/ - PubMed Central (NIH)
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5340133/ - Cleveland Clinic
https://my.clevelandclinic.org/health/articles/22243-amino-acids